
เจ.เค. โรว์ลิ่ง เธอเกิดมาในครอบครัวของนักอ่าน บิดามารดาชอบสะสมหนังสือไว้มากมาย...ถึงว่าซิ เจ.เค โรว์ลิ่ง ได้สายเลือดมาจากใคร ปีเตอร์ พ่อของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง เป็นวิศวกร ในขณะที่ แอนด์ แม่ของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-สกอตต์ แม่ของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านดูแลเจ.เค. และ ดี น้องสาวของเธอ โจแอนเขียนหนังสือเรื่องแรกของเธอมีชื่อว่า "Rabbit" เมื่ออายุเพียงห้าขวบ และพ่อกับแม่ของเจ.เค. โรว์ลิ่ง ก็กระตือรือร้นในการปลูกฝังจินตนาการของลูกสาวคนโต เมื่อโจแอนอายุได้ 14 ปี แม่ของเธอก็ล้มป่วยลงด้วยโรคเส้นโลหิตตีบ
ต่อมาเมื่อ เจ.เค. โรว์ลิ่ง เรียนจบชั้นมัธยมศึกษา เจ.เค. โรว์ลิ่ง ก็เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีทางด้านภาษาฝรั่งเศส และวรรณกรรมคลาสิกที่มหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ ( เจ.เค. เธอแต่งเรื่องสั่นไว้หลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน ) แต่หลังจาก เจ.เค. โรว์ลิ่งเรียนจบแล้ว เจ.เค. โรว์ลิ่ง ก็เดินทางมุ่งหน้าไปสู่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เลยค่ะ และได้งานเป็นเลขานุการขององค์การนิรโทษกรรมระหว่างประเทศซะด้วย
แล้ว เจ.เค.โรว์ลิ่ง ไปเกี่ยวกับ "แฮร์รี่ พอตเตอร์" ตอนไหน ใจเย็น ๆ ค่ะ กำลังจะเล่าให้ฟังพอดีเลย คือว่า ในปี ค.ศ. 1990 ขณะที่ เจ.เค.โรว์ลิ่ง กำลังเดินทางโดยนั่งอยู่บนรถไฟ ( เอ ! รถไฟฟ้า BTS บ้านเราหรือเปล่านะ...ไม่ใช่ค่ะ..ไม่ใช่ ) เป็นรถไฟระหว่างสถานีแมนเชสเตอร์ และ คิงส์ครอส ในลอนดอนค่ะ ในระหว่างที่นั่งอยู่บนรถไฟ ทันใดนั้น เจ.เค. โรว์ลิ่ง ก็มีไอเดียปิ๊งขึ้นมาในสมองชั่วแว่บหนึ่ง ความคิดที่แว่บขึ้นมาก็คือ เกี่ยวกับเด็กกำพร้าผู้ค้นพบว่าเขาคือพ่อมด เท่านั้นเอง เจ.เค.โรว์ลิ่ง ก็รีบตรงดิ่งกลับบ้านและบันทึกเจ้าความคิดทั้งหลายลงบนกระดาษทันที (ฮิฮิ..กลัวลืมหล่ะซิ เจ.เค.) ณ เวลานั้น มีใครจะรู้บ้างว่าเจ้าความคิดที่แว่บขึ้นมาในครั้งนั้น มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ที่จะเสร็จสมบูรณ์ในอีกหกปีต่อมา และจะนำพาให้ เจ.เค.โรว์ลิ่ง เลขานุการขององค์การนิรโทษกรรมระหว่างประเทศ ได้มีชื่อเสียงและร่ำรวยอย่างมหาศาล เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกก็ว่าได้ ( นึก ๆ แล้ว เราจะมีความคิดแว่บ ๆ แบบ เจ.เค. โรว์ลิ่ง บ้างไหมหนอ ) เอาหล่ะมาฝอยกันต่อดีกว่า ต่อจากนั้น เจ.เค.โรว์ลิ่ง ก็ย้ายไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่ประเทศโปรตุเกส ณ ที่แห่งนั้น เธอก็ได้พบรักเข้าแล้ว เจ.เค.โรว์ลิ่ง ได้แต่งงานกับนักหนังสือพิมพ์ชาวโปรตุเกส และมี เจ.เค. โรว์ลิ่ง ตัวน้อย ๆ เป็นลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ "เจสสิก้า" แต่ความรักของเธอกับนักหนังสือพิมพ์ชาวโปรตุเกส ก็ไปไม่ถึงไหน ทั้งคู่ก็ต้องแยกทางกัน ( สงสารหนูน้อย "เจสสิก้า" จัง ) เจ.เค. โรว์ลิ่ง หอบลูกน้อยย้ายไปอยู่ที่สกอตแลนด์
ช่วงระหว่างที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง กลายเป็นคนว่างงานและเลี้ยงชีพของตนเองกับลูกสาวด้วยเงินช่วยเหลือของรัฐบาล เจ.เค.โรว์ลิ่ง ก็ใช้เวลาว่างในการเขียนนวนิยายเกี่ยวกับเด็กชายพ่อมดที่เธอได้เริ่มเขียนไว้นานแล้วให้จบ เจ.เค.โรว์ลิ่ง เคยให้สัมภาษณ์ว่าตัวเธอเองเลี้ยงลูกสาวตามลำพังด้วยเช็คสังคมสงเคราะห์ มูลค่า 70 ปอนด์ต่ออาทิตย์ อาศัยอยู่ในแฟลตโลโซ (หนูชุม) ค่าเช่าแฟลตอาทิตย์ละ 230 ปอนด์ ( โอโห! อยู่ได้ไงเนี่ย ค่าเช่าแฟลตมันสูงกว่าที่ได้เช็คสังคมสงเคราะห์ซะอีก ) แต่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง เธออยู่ได้ค่ะ เพราะเจ.เค. โรว์ลิ่ง ได้พาลูกสาวมาเลี้ยงอยู่ที่ร้านกาแฟของน้องเขยทุกวัน พลางก็เขียนนวนิยายที่กลายเป็น Bestseller ไปทั่วโลก เจ.เค. โรว์ลิ่ง เสนอผลงานของเธอไปยังสำนักพิมพ์หลายต่อหลายแห่ง แต่ก็ถูกปฏิเสธ ( แหม! ถ้าตอนนั้น ถ้ารู้ว่านวนิยายเรื่อง "แฮร์รี่ พอตเตอร์" จะดังทะลุฟ้าในเวลาต่อมา ก็คงมีแต่คนรีบรับแน่นอน...แต่มันสายไปแล้วนะค่ะ คุณสำนักพิมพ์ทั้งหลายที่ปฏิเสธผลงานของ เจ.เค. ) แต่หลังจากถูกปฏิเสธ จากหลายสำนักพิมพ์หลายแห่ง ในที่สุด โชคก็เข้าข้างเจ.เค. ค่ะ เจ.เค.โรว์ลิ่ง ก็ได้ขายลิขสิทธิ์เรื่องนี้ได้โดยได้รับเงินราว 4,000 ดอลลาร์
Harry Potter and the Philosopher's Stone เป็นผลงานชิ้นแรกของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง ที่ได้โอกาสตีพิมพ์ครั้งแรก ไปเมื่อปี ค.ศ. 1997 ด้วยยอดพิมพ์ต่ำกว่า 1,000 ฉบับ โดยเจ้าของสำนักพิมพ์แนะนำให้เธอใช้ตัว เจ. ที่เป็นตัวย่อชื่อหน้าของเธอเป็นนามปากกา ดีกว่าที่จะใช้ชื่อจริงของเธอว่า "โจแอนด์" ทั้งนี้ เนื่องจากนักอ่านที่เป็นเด็กผู้ชายอาจจะไม่ชอบที่รู้ว่าหนังสือที่เขาอ่านเป็นผลงานเขียนของผู้หญิง โดยตัวย่อชื่อกลางอย่างตัว เค. นั้นเธอยืมมาจาก "เคธลีน" ซึ่งเป็นชื่อของย่าเธอนั้นเอง เท่านี้เพื่อน ๆ ก็ทราบกันแล้วใช่ไหมค่ะว่า ชื่อย่อ เจ.เค. มาจากไหน
หลังจากที่ผลงานเล่มแรกของเธอเปลี่ยนหัวให้เป็น Harry Potter and the Sorcerer's Stone สำหรับการจัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาฯ เมื่อ ปี ค.ศ. 1998 ทั้งโลกก็ได้รู้จักกับปรากฎการณ์ "แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฟีเวอร์" ไปทันที
เมื่อ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผลิตผลงานมาทุกปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 ถึงปี ค.ศ. 2000 เธอก็หยุดพัก ซึ่งเป็นระยะห่างของเวลาถึง 3 ปี ระหว่าง Harry Potter and the Goblet of Fire ผลงานเล่มที่ 4 และ Harry Potter and the Order of the Phoenix ผลงานเล่มที่ 5 ที่ออกสู่สายตาประชาชนแฟนหนังสือเมื่อปี ค.ศ. 2003 ซึ่งช่วงที่เว้นว่างนั้นเอง เจ.เค.โรว์ลิ่ง ได้แต่งงานใหม่อีกครั้ง กับ นิล เมอร์เรย์ นายแพทย์ชาวสก็อตต์ ก่อนที่เจ.เค. โรว์ลิ่ง จะย้ายมาอยู่ด้วยกันในบ้านที่เอดินเบรอะ ร่วมกันกับลูก ๆ ทั้ง 2 คนของพวกเขา ทั้ง เดวิด วัย 4 ขวบ และ แม็คเคนซี วัย 2 ขวบ รวมทั้ง เจสซิกา ลูกสาวที่เกิดจากอดีตสามีนักข่าวชาวโปรตุเกส
ในปี ค.ศ. 1997 "แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์" ตีพิมพ์ครั้งแรกและประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มต่อ ๆ ไปที่ตามออกมาก็กลายเป็นหนังสือที่เป็นที่นิยมที่สุดในหมู่ผู้อ่าน และหนังสือ "แฮร์รี่ พอตเตอร์" ก็ยังได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ กว่า 60 ภาษา และขายใน 200 ประเทศทั่วโลก
บทความก่อนหน้านี้ : ภาพพ่อแม่ของ "แฮร์รี่ พอตเตอร์"

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น